08 พ.ย. 2024
สถาบันวิทยาการขั้นสูงแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการจัดการประชุมแสดงศักยภาพและผลงานของผู้รับทุนโครงการ Reinventing University ครั้งที่ 2 "Forseeing KU's Global Potential through the Reinventing University Program" เมื่อวันที่ 5-6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 โดยมีกิจกรรม ดังนี้
วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567
การบรรยายพิเศษ หัวข้อ “นโยบายการพัฒนาศักยภาพบุคลากรขั้นสูงเพื่อรองรับการพัฒนาการวิจัยนวัตกรรมของสถาบันอุดมศึกษา”
โดย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
เมื่อก่อตั้งกระทรวง อว. ระยะแรกมีการริเริ่มในการทำโครงการ Reinventing University โดยการใช้เงินจากกองทุน ววน. เพื่อวัตถุประสงค์ในการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยในประเทศไทย โดยมีการแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยในประเทศไทยออกเป็น 5 กลุ่ม คือ ได้แก่ 1. กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก 2. กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม 3. กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น 4. กลุ่มพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา และ 5.กลุ่มผลิตและพัฒนาบุคคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะ ตามกฎกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยอยู่ในกลุ่มที่ 1 กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก
กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global and Frontier Research) มีภารกิจหลักของกลุ่มหลัก 2 ภารกิจคือ 1. พัฒนากำลังคนศักยภาพสูง และ 2. พัฒนาความเป็นเลิศเพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับโลก ได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการจัดอันดับดีขึ้น จากการติดอันดับของ Ranking by subject ซึ่งในปี 2024 ซึ่งติดอันดับมากถึง 120 subject โดย KPI ของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 1 นั้น คือการตีพิมพ์เป็นหลัก ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของประเทศไทยในระดับโลก และยังเป็นจุดเชื่อมต่อของการเกิดผลงานวิจัยที่ต่อยอดทางวิชาการ และการสร้างเครือข่าย โดยอาศัยกลไกต่าง ๆ เช่นการสร้าง Partners กับนักวิจัยที่มีชื่อเสียง และสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยระดับโลก เพื่อให้สามารถตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือได้ต่อไป
การบรรยายพิเศษ หัวข้อ “งานวิจัยระดับโลกในบริบทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”
โดย ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
งานวิจัยระดับโลกในบริบทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ทิศทางงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2. ทุนและปัจจัยนำเข้าเพื่อการวิจัย
3. สิ่งสนับสนุนการวิจัย
4. การตีพิมพ์และเผยแพร่องค์ความรู้
5. การสร้างนวัตกรรม
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังดำเนินการตามนโยบาย 9 New S-curve เพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สู่เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ มก. 4 ปี (ปี 2567 – 2570) และเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดย 9 New S-curve อยู่ในยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างสรรค์ศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน และ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การต่อยอดและบูรณาการศาสตร์สุขภาพและนวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อสุขภาวะที่ดีของประชาชนและสังคม ของมหาวิทยาลัย ประกอบด้วยทิศทางการวิจัยในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. Health Science Integration
2. Future Foods and Bio Products
3. SDGs, Green, Carbon Neutrality
4. EV and Energy
5. AI and Digital
6. Innovation and Creative Research
7. Collaborative University
8. New Platform for Learning
9. Smart Thai and Global Citizen
ปัจจุบันได้เปิดคณะแพทยศาสตร์ และคณะพยาบาลศาสตร์ เป็นเรื่องใหม่ของมหาวิทยาลัยที่จะมีการผลักดันงานวิจัยด้านการแพทย์และสุขภาพ ด้านเวชศาสตร์การเกษตร เช่น การวิจัยด้านอาหารไม่ปลอดภัย อาหารเป็นพิษ พืชที่มีพิษต่าง ๆ ตลอดพืชเป็นยารักษาโรค โดยใช้ AI AR/VR และ Big data /Data analysis ในการสร้างงานวิจัยด้าน ชีวนวัตกรรม
นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังมุ่งพัฒนางานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง โดยการสนับสนุนผ่าน KU TIMC (Kasetsart University Technology Innovation Management Center) มุ่งเน้นส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่เป็น Deep technology เพื่อยกระดับความพร้อมของเทคโนโลยีจาก TRL 5-6 เป็น TRL 7-9 และสนับสนุนการจัดตั้ง Spin-off company ตามนโยบาย KUniverse ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย
การเสวนา เรื่อง “เส้นทางการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ตามแผนยุทธศาสตร์สู่การสร้างงานวิจัยระดับโลก”
โดย 1. ศาสตราจารย์ ดร.คณพล จุฑามณี (ผู้ดำเนินรายการ) ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการขั้นสูงแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับทุน Reinventing เมื่อปี 2564 ประมาณ 80 กว่าล้านบาท ปี 2565 ทุนลดลงเหลือ 25 ล้านบาท ปี 2566 ลดเหลือ 5 ล้านบาท และปี 2567 ลดเหลือ 5 ล้านบาท อาจารย์ นักวิจัยเริ่มทำงานเป็นกลุ่ม มีการประสานการทำวิจัยร่วมกันข้ามศาสตร์มากขึ้น ต้องมองหาแหล่งทุนภายนอก ที่มีทุนวิจัยที่มีเงินสนับสนุนสูงมาก จึงได้เชิญหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) มาให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งทุน บพข. และมุมมองต่างๆ ในการพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2. รองศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)
หน่วยบริหารและจัดการทุน บพข. เป็นหน่วยงานสนับสนุนงบประมาณเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และแก้ปัญหาภาคธุรกิจในการผลิตสินค้าและนวัตกรรม โดยให้ความสำคัญในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เช่น Patent การจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้า และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บพข. มุ่งเน้นการไปสู่ Commercial โดยให้ความสำคัญใน 4 หัวข้อหลัก คือ 1. Research and Development 2. Production 3. Marketing/Sale และ 4. Customer Service โดยเน้นว่าสินค้า Innovation จะต้องทำความเข้าใจในส่วนของการตลาดอย่างแท้จริง เพราะเป็นตลาดใหม่ มีคู่แข่งน้อย ต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภค ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน มีตลาดรองรับ สู่ตลาดสากล สู่ตลาดโลก อุตสาหกรรมต้องเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน
บพข. มี Platform ในการสนับสนุนนักวิจัยในหลายรูปแบบ สามารถติดตามและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Website ของ บพข.
3. รองศาสตราจารย์ ดร.สิรี ชัยเสรี อดีตผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ให้มุมมองต่อนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ส่งผลต่อการทำงานวิจัย ดังนี้
- นักวิจัยเน้นทำงานเชิงวิชาการมากกว่าการทำวิจัยเชิงพาณิชย์
- มหาวิทยาลัย มีนักวิจัยที่ Active จำนวนมาก แต่ยังพบปัญหา คือ มักจะทำงานวิจัยโครงการเดี่ยวขาดการบูรณาการงานวิจัยกับนักวิจัยทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ซึ่งส่งผลกระทบถึงการจัดอันดับของมหาวิทยาลัยด้วย
- นักวิจัยมักจะไม่เป็นผู้อำนวยการแผนงาน หรือหัวหน้าโครงการ เนื่องจากมองว่าเป็นความยุ่งยากต่อการบริหารคน
- งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่เป็นที่รู้จักในแวดวงที่กว้าง/บุคคลภายนอก
- มักไม่แสวงหาแหล่งทุนภายนอก ทำให้มีการแข่งขันในการขอทุน Fundamental Fund มากขึ้น
- การลงทุนของภาคเอกชนของประเทศไทยและต่างประเทศแตกต่างกัน เนื่องจากภาคเอกชนของต่างประเทศมีการลงทุนตั้งแต่เริ่มทำการวิจัย
ดังนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควรหาวิธีหรือกลไกในการผลักดัน ให้มีการทำงานร่วมกับนักวิจัย/หน่วยงานภายนอกให้มากขึ้น
การบรรยายพิเศษ หัวข้อ “แนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการสร้างชื่อเสียงในระดับโลกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ครศร ศรีกุลนาถ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและความเป็นสากล
แนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการสร้างชื่อเสียงในระดับโลกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งวางแผนกำหนดกลยุทธ์ต่าง ๆ โดย ศ.ดร.ดอกรัก มารอด รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและความเป็นสากล ทีมงาน และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายทั้งภายใน เรื่อง เศรษฐกิจเติบโตช้า สังคมสูงวัย และความเหลื่อมล้ำ และภายนอก เรื่อง Technology Disruption, Geopolitics และ Climate change
มหาวิทยาลัยต้องหาจุดเด่นให้พบเพื่อสร้าง Branding ของ มก. เพื่อมุ่งสู่ Human Wellbeing โดยต้องสร้าง Ecosystem ควบคู่กันไป ทั้งในด้าน Research Ecosystem ด้าน Innovative Ecosystem และด้าน Internationalization Ecosystem ใช้หลักการ innovation triple helix คือการเชื่อมต่อระหว่าง University, Government และ Industry รวมถึงมหาวิทยาลัย จะต้องมุ่งพัฒนาเรื่อง Deep tech & Appropriate Tech ไปพร้อม ๆ กัน โดย Appropriate Tech มหาวิทยาลัย จะต้องหา partners ในการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ นักวิจัยจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม งานวิจัยจะต้องมียุทธศาสตร์ ต้องสร้าง value chain ของงานวิจัยของตนเองให้ได้ นอกจากนั้น งานวิจัยในภาพรวมของมหาวิทยาลัย ต้องคำนึงถึง Research governance, integrity และ ethic ให้มากขึ้น ทั้งในส่วนของตัวนักวิจัยเอง และในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ประเมินโครงการต่าง ๆ ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้
นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยและความเป็นสากล พยายามสร้างความเชื่อมโยงในแง่มุมต่างๆ และสื่อสารกับประชาคมวิจัย เพื่อนำมาขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อการสร้างชื่อเสียงในระดับโลกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยยึดหลัก 3 Key message คือ
1. “Leading the Charge: A New Chapter of Leadership and Culture at Kasetsart University”
2. Driving Innovation: Strategy, Tactics, Ecosystem, and Research Compliance in Action
3. We will do whatever it takes! The more action you take, the luckier you will become!
พิธีมอบรางวัลนักวิจัยดีเด่น โดยผู้ที่ได้รับรางวัล มีดังนี้
ประเภทรางวัล อาจารย์/นักวิจัย รุ่นอายุ 45 ปีขึ้นไป
1. รศ.ดร. อัญชสา ประมวลเจริญกิจ วิทยาลัยนานาชาติ รางวัลนักวิจัยระดับดีเด่น
2. รศ.ดร.ประกิต สุขใย คณะอุตสาหกรรมเกษตร รางวัลนักวิจัยระดับดีมาก
3. รศ.น.สพ.ดร.จตุพร รัตนศรีสมพร คณะสัตวแพทยศาสตร์ รางวัลนักวิจัยระดับดี
ประเภทรางวัล อาจารย์/นักวิจัย รุ่นอายุไม่เกิน 45 ปี
1. รศ.ดร.ชัชวาล วงศ์ชูสุข คณะวิทยาศาสตร์ รางวัลนักวิจัยระดับดีเด่น
2. ผศ.ดร.ธนา ไม้หอม คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ รางวัลนักวิจัยระดับดีมาก
3. ผศ.ดร.เปรม รังสิวณิชพงศ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ รางวัลนักวิจัยระดับดี
ประเภทรางวัล ผู้รับทุนร่วมวิจัย
1. ดร.อัณศยา พุ่มจันทร์ คณะวิทยาศาสตร์ รางวัลนักวิจัยระดับดีเด่น รศ.ดร.ศศิมนัส อุณจักร (อาจารย์ที่ปรึกษา)
2. Mr. Selorm Torgbo คณะอุตสาหกรรมเกษตร รางวัลนักวิจัยระดับดีมาก รศ.ดร.ประกิต สุขใย (อาจารย์ที่ปรึกษา)
3. Dr. Aslah Mohamad คณะสัตวแพทยศาสตร์ รางวัลนักวิจัยระดับดี รศ.น.สพ.ดร.วิน สุรเชษฐพงษ์ (อาจารย์ที่ปรึกษา)
วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567
การเสวนา หัวข้อ “ประสบการณ์และโอกาสการสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”
โดย 1. ศาสตราจารย์ ดร. อรินทริพย์ ธรรมชัยพิเนต (ผู้ดำเนินรายการ) ผู้อำนวยการศูนย์โอมิกส์ด้านเกษตร ทรัพยากรชีวภาพ อาหารและสุขภาพ มก.
การร่วมมือระดับนานาชาติในด้านการวิจัย ซึ่งประกอบด้วยการวิจัยพื้นฐานที่ช่วยสร้างองค์ความรู้พื้นฐานที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดในหลายสาขา การวิจัยระดับโลกที่มีความสำคัญในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการวิจัยที่มีผลกระทบ (Impact) ทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่สำคัญในระดับโลก โดยมุ่งหวังให้การวิจัยที่ดำเนินการร่วมกับพันธมิตรระดับนานาชาติสามารถส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งในด้านความรู้และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างแท้จริง
2. ศาสตราจารย์ ดร.ธีรภาพ เจริญวิริยะภาพ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านกีฏวิทยาชุมชนและสิ่งแวดล้อม
การสร้างเครือข่ายที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเครือข่ายที่มั่นคงและแข็งแกร่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การดำเนินพันธกิจของมหาวิทยาลัยมีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างและส่งเสริมให้เครือข่ายมีความยั่งยืน ได้แก่
1. ความศรัทธาและซื่อสัตย์ – การมีศรัทธาในเป้าหมายและความสามารถของเครือข่าย รวมถึงความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับพันธมิตร ช่วยสร้างความไว้วางใจและความมั่นใจซึ่งกันและกัน ความซื่อสัตย์นี้ยังช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล การช่วยเหลือ และการทำงานร่วมกันได้อย่างโปร่งใส
2. การมีวินัย – วินัยในการทำงานร่วมกันเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เครือข่ายดำเนินไปตามแผนและเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามกรอบการทำงานร่วมกันอย่างมีระเบียบวินัย ซึ่งช่วยลดข้อขัดแย้งและทำให้โครงการต่าง ๆ สำเร็จลุล่วงตามที่วางไว้
3. เจตจำนง – การมีเจตจำนงแน่วแน่ในการสร้างเครือข่ายที่ยั่งยืน ช่วยให้ทุกฝ่ายมีความมุ่งมั่นในเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งการมีเจตจำนงที่ชัดเจนจะช่วยให้เครือข่ายสามารถเผชิญและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมั่นคงและมีสติ
นอกจากนั้น การมีเครือข่ายกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในประเทศยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญก่อนจะขยายไปสู่ระดับนานาชาติ ความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนนิสิต การสนับสนุนการวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ และการร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งในด้านการพัฒนาบุคลากรและการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้กับมหาวิทยาลัย
3. ศาสตราจารย์ ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือทางวิชาการไทย-ฝรั่งเศส
กล่าวถึงความสำคัญของการเข้าใจบทบาทและภารกิจในฐานะบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า “เราคือใคร ทำอะไร และทำไปเพื่อใคร” โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อขับเคลื่อนพันธกิจของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม ประเทศชาติ และโลกใบนี้ การที่บุคลากรของ มก. ทำงานตามบทบาทของตนและร่วมกันผลักดันพันธกิจของมหาวิทยาลัยจึงเปรียบเสมือนการร่วมมือกันทำเพื่อส่วนรวม เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมในทางที่ดีขึ้น และเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของ มก. ที่มีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง
ยกคำพูด "Make new friends, but keep the old. One is silver and the other gold" เปรียบเสมือนการย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับการรักษามิตรภาพเก่า เช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ใหม่ ในขณะเดียวกันก็คงไว้ซึ่งพันธมิตรที่มีอยู่เดิม ซึ่งมีคุณค่าและมีบทบาทสำคัญมาตลอด
ในการสร้างความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน การใช้ Key Strategic and Systematic Approaches เหล่านี้เป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยวางรากฐานและเสริมสร้างความสำเร็จของความร่วมมือในระยะยาว โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้
1. Identify key stakeholders
2. Define clear objectives
3. Engage early and often
4. Co-create solutions
5. Showcase benefits
6. Build trust and relationships
7. Multiply opportunities
8. Flexibility and adaptation
9. Legal and ethical frameworks
10. Sustainability plan
11. Provide incentives
12. Communication strategy
13. Celebrate successes
14. Manage conflicts
15. Measurable impact
16. Evaluation and feedback
4. ศาสตราจารย์ ดร.สาวิตรี ลิ่มทอง นายกสมาคมสารพิษจากเชื้อราแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
การสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีสองระดับหลัก ๆ ได้แก่
1. ความร่วมมือระหว่างองค์กรกับองค์กร: เป็นความร่วมมือที่มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อให้เกิดกรอบการทำงานที่ชัดเจน มีเป้าหมายและโครงการต่าง ๆ ที่ตกลงร่วมกันล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่างหลายมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีมหาวิทยาลัยโอซากาและมหาวิทยาลัยยามากูจิเป็นแกน และมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ซึ่งรวมถึง มก. โดยกิจกรรมภายใต้ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นด้านการวิจัยเป็นสำคัญ เช่น การแลกเปลี่ยนนักวิจัย การจัด training courses ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และการแลกเปลี่ยนนิสิต ซึ่งเป็นประโยชน์มากในการพัฒนาทักษะของนิสิตและการผลิตบัณฑิตที่จบการศึกษาจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ คณะวิทยาศาสตร์ของ มก. กำลังดำเนินการฟื้นฟูความร่วมมือทางการวิจัยกับมหาวิทยาลัยโอซากา ซึ่งจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
2. ความร่วมมือระหว่างบุคคลกับบุคคล: เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากความสนใจและความเชี่ยวชาญในด้านเดียวกันระหว่างบุคคล เช่น อาจารย์หรือนิสิตระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกที่เดินทางไปทำงานร่วมกับบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในประเทศอื่น ๆ ความร่วมมือแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีการลงนาม MOU แต่สร้างคุณค่าผ่านการทำงานร่วมกัน เช่น การผลิตผลงานวิจัยและการตีพิมพ์บทความวิชาการร่วมกัน ซึ่งช่วยส่งเสริมชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยและสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่สามารถร่วมงานได้ในระยะยาว
5. รองศาสตราจารย์ ดร.วราภา มหากาญจนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ประสานเพื่อการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ
การสนับสนุนความร่วมมือกับนานาชาติและแหล่งทุนภายนอกของสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นการส่งเสริมศักยภาพและขยายขอบเขตความรู้ไปสู่ระดับสากล โดยมีแนวทางและกิจกรรมสำคัญ ดังนี้
1. การสนับสนุนโครงการประชุมวิชาการนานาชาติ – ส่งเสริมให้บุคลากรและนักวิจัยเข้าร่วมและนำเสนอผลงานวิจัยในเวทีประชุมวิชาการนานาชาติ ซึ่งช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับนักวิจัยทั่วโลก
2. การสนับสนุนการเดินทางไปแสดงผลงานต่างประเทศ – ให้การสนับสนุนด้านการเดินทางสำหรับบุคลากรที่ต้องการแสดงผลงานหรือเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการในต่างประเทศ ซึ่งช่วยให้ผลงานของนักวิจัย มก. ได้รับการยอมรับในระดับสากล
3. ประสานงานและจัดการสัมมนาทุนวิจัยจากแหล่งทุนต่างประเทศ – การประสานงานกับหน่วยงานผู้ให้ทุนต่างประเทศ เพื่อจัดการสัมมนาหรือเวิร์กชอปที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยได้เรียนรู้วิธีการขอทุน และสร้างความเข้าใจในกระบวนการและข้อกำหนดของแหล่งทุนเหล่านั้น
4. การพัฒนาข้อเสนอโครงการ – ช่วยให้คำแนะนำและสนับสนุนการพัฒนาข้อเสนอโครงการให้มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของแหล่งทุน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนภายนอก
5. โครงการสนับสนุนการวิจัยระยะสั้น CLMV – การสนับสนุนการวิจัยในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) โดยเฉพาะการทำวิจัยระยะสั้น เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและพัฒนาความรู้ที่เป็นประโยชน์ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับประเทศเหล่านี้
การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้นักวิจัยและบุคลากรของ มก. ได้รับโอกาสในการพัฒนาองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในวงกว้าง ซึ่งช่วยเสริมสร้างศักยภาพของมหาวิทยาลัยในระดับนานาชาติ
การเสวนาเรื่อง “ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนกับมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมสู่สังคม Carbon Neutrality”
โดย 1. ศาสตราจารย์ ดร. เมตตา เจริญพานิช (ผู้ดำเนินรายการ) ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาการขั้นสูงด้านนาโนเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมเคมี อาหารและการเกษตร
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมสู่สังคม Carbon Neutrality นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างไร ภาครัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนสามารถทำงานร่วมกันกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยอาศัยการบูรณาการทรัพยากรและองค์ความรู้ทางเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ควรพิจารณาดูถึงความก้าวหน้าในภาคเอกชนที่ได้ดำเนินการแล้วในประเด็นนี้ ตลอดจนประเมินถึงจุดร่วมที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และภาคเอกชนสามารถทำงานร่วมกันได้
2. นายธวัช หมัดเต๊ะ Division manager - Social contribution บริษัท เบทาโก จำกัด (มหาชน)
บริษัท เบทาโก จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการอย่างมุ่งมั่นในด้าน Carbon Neutrality โดยตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและทำให้กระบวนการผลิตมีความยั่งยืน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
บริษัทมุ่งมั่นที่จะผลิต อาหารที่มีคุณภาพสูง ซึ่งมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค การตั้งราคาที่เป็นธรรม และการใส่ใจในกระบวนการผลิตที่มีความยั่งยืน การดำเนินงานของบริษัทจึงมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการผลิตและการบริโภคที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ Sustainability เพื่อการแก้ไขปัญหาความอดอยาก สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การบริโภคและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ รวมถึงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
นอกจากนี้ บริษัทเบทาโกยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในด้าน Corporate Social Responsibility และการพัฒนาชุมชน โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืนและการสร้างโอกาสให้กับสังคมในวงกว้าง ผ่านการสนับสนุนโครงการที่ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ
3. นายสุรชัย วังรัตนชัย Carbon Capture and Utilization Director บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด
บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด ได้ดำเนินการในด้าน Carbon Neutrality โดยมุ่งหวังที่จะสร้างสังคมที่ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและการสร้างความเจริญรุ่งเรืองที่ครอบคลุมสำหรับทุกภาคส่วนในสังคม โดยข้อความดังกล่าวสะท้อนถึงความหลงใหลในการเติบโตอย่างยั่งยืนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและครอบคลุมถึงผลประโยชน์ของทุกคนในสังคม
ในด้านการดำเนินงานมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต รวมถึงการลงทุนในนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น การจับและนำคาร์บอนมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้การผลิตซีเมนต์มีความยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และตามนโยบายของบริษัท Climate change management to Net Zero 2025 ใน 4 เรื่องหลักคือ 1. Solar energy 2. Biomass 3. Biogas และ 4. Plantation ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถลดการปลดปล่อยคาร์บอนให้ได้ 2.5 % ทุกปี
การดำเนินงานในแนวทางนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรลุเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบเชิงบวกในระดับสังคมและเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
4. รศ.ดร.ชัชวาล วงศ์ชูสุข รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมขั้นสูง สถาบันวิทยาการขั้นสูงแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะต้องมีกลไกการเสริมในเรื่อง Carbon Neutrality ในทุกมิติของมหาวิทยาลัย และสอดแทรกในทุกภารกิจของมหาวิทยาลัย เช่นการพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน เพื่อให้มีการคำนึงถึงและให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สามารถดำเนินการตามนโยบายการเป็นกลางทางคาร์บอนของมหาวิทยาลัยฯ ได้ภายในปี ค.ศ. 2035 ตามที่ได้ประกาศไว้
สำหรับในส่วนการวิจัย มหาวิทยาลัยฯ จะต้องร่วมกันพัฒนาโจทย์วิจัยที่สำคัญ พร้อมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ต่าง ๆ และมีแผนการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยสถาบันวิทยาการขั้นสูงแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำลังเปิดรับข้อเสนอทุน “โครงการวิจัยขั้นสูงและสร้างเครือข่ายนานาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)” จึงขอเชิญชวนอาจารย์นักวิจัยของมหาวิทยาลัย ติดตามข้อมูลและยื่นข้อเสนอโครงการ โดยติดตามรายละเอียดได้ที่ website ของสถาบันวิทยาการขั้นสูงแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การบรรยายพิเศษหัวข้อ “นโยบายและการขับเคลื่อนความเป็นกลางทางคาร์บอนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”
โดย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความเป็นกลางทางคาร์บอน
ในการประชุมผู้นำ COP26 ที่สหราชอาณาจักร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แสดงเจตนารมณ์ว่าประเทศไทยพร้อมยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และต่อยอดสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2065 นโยบายนี้ครอบคลุมมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทุกด้าน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ดำเนินนโยบายและแนวทางการส่งเสริม Carbon Neutrality เพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยตั้งเป้าหมายที่จะก้าวสู่การเป็น Carbon Neutrality ในปี ค.ศ. 2035
กรอบแนวคิดของมหาวิทยาลัยสีเขียวมีเป้าหมายหลักในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และลดผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อธรรมชาติ โดยมีองค์ประกอบสำคัญหลายด้าน ดังนี้
1. การจัดการพลังงานและทรัพยากร
2. การบริหารจัดการขยะและลดของเสีย
3. การเพิ่มพื้นที่สีเขียว
4. การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
5. การขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
6. การศึกษาและการปลูกจิตสำนึก
7. นวัตกรรมและการวิจัยเพื่อความยั่งยืน
กรอบแนวคิดนี้มุ่งให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาเชิงวิชาการและการบริการแก่สังคม
การเสวนาเรื่อง “กิจการพลังงานและสิ่งแวดล้อมตามเป้าหมาย Carbon Neutrality สู่การสร้างงานวิจัย”
โดย 1. รองศาสตราจารย์ ดร. สาพิศ ดิลกสัมพันธ์ (ผู้ดำเนินรายการ) รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะวนศาสตร์
หลังจากการประชุม COP26 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าจะบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. 2035 และมีแผนระยะยาวที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์สุทธิ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065 เพื่อสอดคล้องและสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติและนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศไทย
สำหรับประเด็นวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Carbon Neutrality มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว ซึ่งประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย
1. การวิจัยพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด
2. การพัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage)
3. การเกษตรที่ยั่งยืนและการจัดการทรัพยากร
4. การวิจัยเทคโนโลยีวัสดุและการก่อสร้างที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
5. การศึกษาพฤติกรรมและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
6. การพัฒนาระบบการตรวจวัดและประเมินผล
2. ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มุ่งเน้นเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ โดยเน้นความสำคัญของการวิจัยและวิทยาศาสตร์ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อุตสาหกรรม การเกษตร การตลาด และการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นโยบายการลดการปลดปล่อย และเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนของประเทศไทย มียุทธศาสตร์คือ Decarbonization strategies 4 ส่วนด้วยกันคือ 1. Reform forestry 2. Adopt renewable
3. Electrify transport และ 4. Decarbonize industry
งบประมาณจากกองทุน ววน. สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องในประเด็น Carbon Neutrality และ Net Zero ในสองส่วนหลักคือ ในส่วนของ Fundamental Fund และส่วนของหน่วยบริหารจัดการทุนของประเทศ (PMU) และเพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ของ สกสว. จึงได้จัดทำแผนวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งแผนงานหลัก ประกอบด้วย
1. แผนงานด้านพลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ
2. แผนงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน
3. แผนงานด้านขนส่ง
4. แผนงานด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์
แผนงานเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืนในอนาคต
3. ดร.ขจรศักดิ์ เฟื่องนวกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้มีการรายงานข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย โดยพบว่า คนไทย 1 คน เฉลี่ยแล้วปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ประมาณ 5.4 ตันต่อปี ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนถึงระดับการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ทั้งในภาคพลังงาน การขนส่ง อุตสาหกรรม และการเกษตร
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Global Climate Risk) กำลังเป็นภัยคุกคามที่มีผลกระทบทั่วโลก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยพิบัติน้ำท่วม พายุรุนแรง ความแห้งแล้ง และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ซึ่งสามารถกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน การรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวจำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถช่วยลดและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงนี้
ประเทศไทยได้กำหนดนโยบายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้แนวทาง Decarbonization โดยมีเป้าหมายให้การปล่อย CO2 เป็นศูนย์สุทธิ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065 การดำเนินการตามนโยบาย ดังนี้
- การใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวล เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล
- การพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) และพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
- การปรับกระบวนการอุตสาหกรรม พัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำหรือไม่มีการปล่อยเลย
CCUS (Carbon Capture, Utilization, and Storage) คือเทคโนโลยีที่มีเป้าหมายในการจับและจัดเก็บคาร์บอน (CO2) ที่ปล่อยออกมาจากการผลิตพลังงานหรืออุตสาหกรรม โดยสามารถนำ CO2 ไปใช้ประโยชน์หรือเก็บไว้ใต้ดินเพื่อไม่ให้เข้าสู่บรรยากาศ เป็นหนึ่งในวิธีที่สำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน โดยเทคโนโลยีนี้สามารถนำมาใช้ในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปล่อย CO2 ได้ในทันที เช่น การใช้ CO2 ในการผลิตวัสดุหรือการเก็บ CO2 ไว้ใต้ดินในแหล่งเก็บกักที่เหมาะสม
การพัฒนาและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี CCUS จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินการตามนโยบายการลดการปล่อย CO2 และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยให้เป็นไปตามเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2065
4. ศาสตราจารย์ ดร.เมตตา เจริญพานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาการขั้นสูงด้านนาโนเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมเคมี อาหารและการเกษตร
กิจกรรมที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยคาร์บอนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ซึ่งรวมถึงการสร้างโอกาสในการวิจัยในหลายด้าน ดังนี้
- Interdisciplinary Research Projects: ส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างคณะต่างๆ เพื่อพัฒนาโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยคาร์บอนและการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การพัฒนาพลังงานทดแทนหรือเทคโนโลยีการเก็บกักคาร์บอน
- Student-led Sustainability Organizations: สนับสนุนให้นักศึกษามีบทบาทในการสร้างความยั่งยืนผ่านโครงการต่างๆ เช่น การจัดกิจกรรมลดการใช้พลังงาน การส่งเสริมการรีไซเคิล และการใช้พลังงานสะอาด
- Campus Sustainability Audits: การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในวิทยาเขต และการระบุวิธีการปรับปรุงการใช้พลังงานและทรัพยากรเพื่อให้มหาวิทยาลัยมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
- Carbon Neutrality Certificate Programs: การพัฒนาโปรแกรมการรับรองให้แก่นักศึกษาและบุคลากรในการฝึกอบรมเกี่ยวกับการลดการปล่อยคาร์บอนและการดำเนินงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- Guest Lecture Series: การจัดบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เกี่ยวกับความยั่งยืน พลังงานทดแทน และการจัดการสิ่งแวดล้อม
- Innovation Incubation Centers: การสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น เทคโนโลยีการใช้พลังงานสะอาดหรือการจัดการขยะ
-Research and Development Grants: การสนับสนุนทุนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน
- Hands-on Workshops and Labs: การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปฏิบัติการที่ช่วยให้นักศึกษาและบุคลากรได้ฝึกปฏิบัติในการใช้เทคโนโลยีและวิธีการที่ลดการปล่อยคาร์บอน
- Field Trips and Site Visits: การจัดกิจกรรมเยี่ยมชมสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ยั่งยืน เช่น โครงการพลังงานทดแทน หรือโรงงานที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี
- Community-University Partnerships: การสร้างความร่วมมือกับองค์กรภายนอกและชุมชนเพื่อร่วมพัฒนาวิธีการและโครงการที่ลดการปล่อยคาร์บอนและมีผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม
การนำองค์กรไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ (Net Zero Emissions) เพื่อให้มหาวิทยาลัย สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
- Assess Current Emissions: การประเมินแหล่งที่มาของการปล่อยคาร์บอนในวิทยาเขต เช่น พลังงานการผลิต การขนส่ง และกิจกรรมต่าง ๆ
- Set Clear Goals: กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจนและสามารถวัดผลได้
- Develop a Strategy: วางแผนการลดการปล่อยคาร์บอนด้วยวิธีการที่เหมาะสม เช่น การใช้พลังงานทดแทน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการปรับเปลี่ยนการขนส่ง
- Reduce Energy Consumption: การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานในอาคาร
- Switch to Renewable Energy: การเปลี่ยนแหล่งพลังงานจากฟอสซิลไปใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์
- Sustainable Transportation: ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่ไม่ปล่อยมลพิษและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- Optimize Supply Chain: ปรับปรุงการจัดการห่วงโซ่อุปทานเพื่อให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุด
- Waste Reduction: ส่งเสริมการรีไซเคิลและการลดขยะในมหาวิทยาลัย
- Carbon Offsetting: การลงทุนในโครงการที่สามารถชดเชยการปล่อยคาร์บอน เช่น โครงการปลูกป่า
- Engage Stakeholders: ส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น บุคลากร นักศึกษา และชุมชน
- Monitor and Report: การติดตามผลการลดการปล่อยก๊าซและการรายงานความก้าวหน้า
- Leverage Technology and Innovation: ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดการปล่อยคาร์บอน
โครงการริเริ่ม (Initiative Project Series)
- CO2 Emission Reduction: การดำเนินโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในกิจกรรมต่าง ๆ
- CO2 Capture & Storage: การพัฒนาเทคโนโลยีในการจับและจัดเก็บคาร์บอนที่ปล่อยออกมา
- CO2 Emission Audit: การประเมินและตรวจสอบการปล่อยก๊าซ CO2 ในกิจกรรมต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย
- Development of CN Manpower & Expert: การฝึกอบรมและพัฒนาความเชี่ยวชาญในด้าน Carbon Neutrality เพื่อให้สามารถดำเนินการตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สามารถก้าวไปข้างหน้าในการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และสร้างสรรค์โอกาสในการวิจัยและนวัตกรรมในด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานได้อย่างยั่งยืน
พิธีมอบรางวัลโปสเตอร์ยอดเยี่ยม ได้แก่
1. รศ.ดร.วลีพร ดอนไพร คณะวิศวกรรมศาสตร์ รางวัลโปสเตอร์ยอดเยี่ยม
การบรรยายพิเศษและเสวนาย้อนหลัง คลิก
ดาวน์โหลดสไลด์ประกอบการบรรยาย คลิก
E-book รวบรวมผลงานของศูนย์และผู้รับทุน